ครั้ง น้องชายตั้งความปรารถนาการบรรลุเป็นอรหันตสาวกเป็นองค์แรก
Click here to read more
เจ้าเป็นประธาน ชวนพี่ชาย แต่พี่ชายไม่เห็นด้วยจึงได้ทำการแบ่งนากันคนละครึ่งพอได้กรรมสิทธิ์
ในที่นาแล้วก็เอาข้าวในนาของตนทำบุญถึง ๙ ครั้ง๑๓ คือในเวลาที่ข้าวเป็นน้ำนม ๑ ในเวลาที่ข้าว
เป็นข้าวเม่า ๑ ในเวลาเก็บเกี่ยวข้าว ๑ ในเวลาที่จักตอกมัดข้าว ๑ ในเวลาที่มัดข้าวเป็นฟ่อน ๑ ใน
เวลาที่กองข้าวไว้ในลาน ๑ ในเวลาที่ทำเป็นลอม ๑ ในเวลาที่นวดข้าว ๑ ในเวลาที่ขนข้าวใส่ยุ้งฉาง
๑ ในการถวายทานทุก ๆ ครั้ง น้องชายตั้งความปรารถนาการบรรลุเป็นอรหันตสาวกเป็นองค์แรก
ในสมัยสมณโคดมพุทธเจ้า ครั้นมาถึงศาสนาของพระพุทธโคดม น้องชายไดม้ าเกิดเป็นพราหมณ์
ชื่อว่า”โกณฑัญญะ” และได้ออกบวชเป็นพุทธสาวก และได้บรรลุพระอรหันต์เป็นองค์แรก รวมทั้ง
ได้รับเอตทัคคะคือ เป็นผู้เลิศในรัตตัญญู
ส่วนพี่ชายได้ถวายข้าวเพียงครั้งเดียวคือในเวลาที่ทำนาแล้ว และได้ตั้งอธิฐานว่า ขอให้
สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลครั้นมาถึงศาสนาของพระพุทธโคดมได้มาเกิดเป็น สุภัททปริพพาชกและ
พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนางและเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิด
พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ นางคิดว่า เมื่อพระพุทธองค์กับพระอานนท์รับแล้วคงไม่ฉัน เพราะ Click here to read more
อาหารที่เราถวายไม่ใช่อาหารที่ดีหรือประณีตอะไร คงจะโยนให้หมู่กาและสุนัขกินเสียกลางทาง
พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนางและเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิด จึงได้สั่งให้พระ
อานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฎฐากได้ปูลาดอาสนะลงแล้วประทับนั่งฉันสุดกำลังและในตอนท้าย หลังการ
ทำภัตตกิจด้วยขนมแป้งจี่เรียบร้อยแล้วพระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้ฟังจนกระทั่งนางปุณณทาสีได้
บรรลุโสดาบัน เป็นอริยอุบาสิกาเพราะ มีข้าวจี่เป็นมูลเหตุ ด้วยความเชื่อแบบนี้คนอีสานโบราณจึง
ได้จัดแต่งให้บุญข้าวจี่ทุกๆ ปี ไม่ได้ขาด
การทำบุญให้ทานมีข้าวจี่เป็นต้นเรียกว่า”บุญข้าวจี่”และนิยมทำกันในช่วงเดือนสาม
ข้างแรม๑๖ จนกระทั้ง มีคำผญาอีสานโบราณท่านได้แต่งไว้ว่า “เดือนสามค้อย ลมวอยๆ ปั้นข้าวจี่
ข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อยเซ็ดน้ำตา” เกี่ยวกับเรื่องประเพณีบุญเดือนสามนี้ นักปราชญ์อีสาน
ฮีตที่ ๔ บุญผะเหวดหรือบุญเดือนสี่
บุญผะเหวดเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวอีสาน โดยอาศัยความเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้ Click here to read more
ตั้งใจฟังเทศน์ผะเหวดจบภายในวันเดียว ก็จะได้เกิดมาในยุคศาสนาของพระศรีอริยเมตไตย บุญที่มี
การเทศน์ผะเหวดหรือเทศน์มหาชาติเป็นเรื่องสำคัญ เรียกว่า “บุญผะเหวด” ซึ่งเรื่องหนังสือผะเหวด
หรือพระเวสสันดรชาดกนั้น เป็นหนังสือที่แสดงถึงพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้า ในคราวที่
พระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร และได้บำเพ็ญทานบารมีในชาตินี้ด้วย ส่วนสาเหตุที่
เรียกว่าบุญเดือนสี่ เพราะมีกำหนดทำกันในช่วงเดือนสี่เป็นสำคัญ๑๙ นักปราชญ์โบราณอีสานได้
กล่าวเป็นผญาไว้ว่า
“ให้ค่อยซอมไปข้างหน้าเดือนสิมาเป็นเดือนสี่
หลังจากบุญข้าวจี่สิมาบุญผะเหวดเจ้าเฮาสิได้แต่งทาน
ทุกเขตบ้านย่านถิ่นดินอีสาน
ฮีตที่ ๕ ประเพณีสงกรานต์ บุญสรงน้ำหรือบุญเดือนห้า
การรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์และผู้หลักผู้ใหญ่ เรียกว่า “สรงน้ำ” หรืออีกอย่างหนึ่ง Click here to read more
เรียกว่า ตรุษสงกรานต์ โดยตรุษสรงกรานต์คือ วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดู
ร้อน ในระยะนี้เรียกว่าตรุษสงกรานต์ เพราะมีกำหนดทำในเดือนห้าจึงได้ชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
“บุญเดือนห้า” โดยถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยในสมัยโปราณ ดังที่ปรากฏในบทผญาเกี่ยวกับ
บุญเดือนห้าว่า
“พอเถิงเดือนห้าได้พวกไพร่ซาวเมือง
จงพากันสรงน้ำขัดสีพระพุทธรูป
ให้ทำทุกวัดแท้อย่าไลม่างห่างเสีย
ให้พากันทำแท้ๆ ไผๆ บ่ได้ว่า
ทุกทั่วทีปแผ่นหญ้าให้ทำแท้ซูคน
พรุ่งนี้กบิลพรหมจะได้ตัดคอธรรม บาลบัณฑิต เพราะไม่สามารถตอบปัญหาของกบิลพรหมได้
(๑) ตอนเช้าศรีหรือศิริของคนเราอยู่ที่ไหน ? (๒) ตอนสายหรือตอนเที่ยงศรีหรือศิริของคนเราอยู่ที่ Click here to read more
ไหน ? (๓) ตอนเย็นหรือตอนค่ำศรีหรือศิริของคนเราอยู่ที่ไหน ?
ปรากฏว่าทีแรก ๆ ธรรมบาลบัณฑิตจนปัญญาที่จะแก้ปัญหานี้ได ้ยิ่งไกล้วันที่นัดหมาย
ยิ่งเกิดความกลัดกลุ้มเลยต้องสั่งลาลูกเมียหนีเข้าป่าไปตายเอาดาบหน้า จนกระทั่งเกิดความเหน็ด
เหนื่อย จึงได้นอนพักทอดอาลัยที่ใต้ต้นไทรในป่า ในขณะที่นกอินทรีย์สองผัวเมียที่สร้างรังบนใต้
ต้นไทรนั้นกำลังคุยกันถึงที่จะไปหากิน โดยฝ่ายนกตัวเมียถามนกตัวผู้ว่า พรุ่งนี้จะไปหากินหรือหา
อาหารที่ไหน นกอินทรีย์ตัวผู้ตอบว่าพรุ่งนี้จะไม่ไปหากินไกล พรุ่งนี้กบิลพรหมจะได้ตัดคอธรรม
บาลบัณฑิต เพราะไม่สามารถตอบปัญหาของกบิลพรหมได้ นกอินทรีย์ตัวเมียได้ถามถึงปัญหาที่
กบิลพรหมถามธรรมบาลบัณฑิต แรก ๆ นกตัวผู้ก็ไม่อยากจะตอบเพราะกลัวข้อความหรือคำตอบ
ของปัญหาจะรั่วไหลไปถึงหูของธรรมบาลบัณฑิตก่อน แต่ก็ทนต่อการรบเร้าของนกอินทรีย์ตัวเมีย